มาตรา 959 ผู้ทรงตั๋วแลกเงินจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บรรดาผู้สลักหลัง ผู้สั่งจ่าย และบุคคลอื่น ๆ ซึ่งต้องรับผิดตามตั๋วเงินนั้นก็ได้คือ
 (ก) ไล่เบี้ยได้เมื่อตั๋วเงินถึงกำหนดในกรณีไม่ใช้เงิน
 (ข) ไล่เบี้ยได้แม้ทั้งตั๋วเงินยังไม่ถึงกำหนดในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ถ้าเขาบอกปัดไม่รับรองตั๋วเงิน
(2) ถ้าผู้จ่ายหากจะได้รับรองหรือไม่ก็ตาม ตกเป็นคนล้มละลาย หรือได้งดเว้นการใช้หนี้ แม้การงดเว้นใช้หนี้นั้นจะมิได้มีคำพิพากษา เป็นหลักฐานก็ตาม หรือถ้าผู้จ่ายถูกยึดทรัพย์และการยึดทรัพย์นั้นไร้ผล
(3) ถ้าผู้สั่งจ่ายตั๋วเงินชนิดไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดรับรองนั้น ตกเป็นคน ล้มละลาย
มาตรา 989 บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด 2 อันว่าด้วยตั๋วแลกเงิน ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับ สภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบท มาตรา910 , 914 ถึง 923 , 925 , 926 , 938 ถึง 940 , 945 , 946 , 959 , 967 , 971
 ถ้าเป็นเช็คที่ออกมาแต่ต่างประเทศ ท่านให้นำบทบัญญัติดั่งต่อไปนี้ มาใช้บังคับด้วย คือบท มาตรา 924 , 960 ถึง 964 , 973 ถึง 977 , 980

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในกรณีฟ้องเรียกเงินตามเช็ค แม้ว่าธนาคารจะได้เรียกเก็บเงินตามเช็คก่อนวันที่ลงในเช็ค หากบัญชีของผู้สั่งจ่ายได้ปิดไปก่อนที่ธนาคารเรียกเก็บเงินแล้ว ก็เป็นอันว่าเช็คนั้นไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ได้ ไม่จำต้องนำเช็คไปยื่นเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินซ้ำอีก ในกรณีเช่นนี้ผู้ทรงเช็คย่อมนำเช็คมาฟ้องร้องผู้สั่งจ่ายเช็คให้รับผิดในทางแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 959 และมาตรา 989

 

          จำเลยต่อสู้คดีว่าเช็คตามฟ้อง 400,000 บาท มีมูลหนี้จากการกู้ยืมเงินเพียง100,000 บาท เป็นการโต้เถียงเกี่ยวกับมูลหนี้ตามเช็คระหว่างจำเลยซึ่งเป็นผู้ออกเช็คกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรง ชอบที่จะให้จำเลยนำสืบตามข้อต่อสู้ได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2589/2522 ดังนั้นจำเลยมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินเพียง 100,000 บาท หาใช่มีมูลหนี้ 400,000 บาท ดังเนื้อความที่ปรากฏในเช็คพิพาทไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

 

          ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คจำนวน 400,000 บาทเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาทเช็คพิพาทจึงปราศจากมูลหนี้ จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เลย และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ย่อมหลุดพ้นไปจากความรับผิดด้วยนั้น เห็นว่าแม้คดีฟังได้ว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นเรื่องกู้ยืมเงิน แต่ฟ้องโจทก์ประสงค์จะบังคับจำเลยทั้งสามให้รับผิดตามเนื้อความในเช็ค เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1สั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยมีมูลหนี้เพียง 100,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 สลักหลังเช็คนั้น เช่นนี้จำเลยทั้งสามย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าว

 

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมาย,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s