หนี้ร่วมระหว่างสมรส ตอนที่ ๒

มาตรา 1490 หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามี หรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้
(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน และจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบ ครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและ การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
(2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
(3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ได้ให้สัตยาบัน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดที่ 72511 ของผู้ร้องหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดที่ 72511 เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า ที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงปรากฎตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12085/2534 ว่า ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2สามีผู้ร้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทบอน์นาเฟคดี้ จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์เป็นเงิน20 ล้านบาทเศษ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โจทก์จึงนำยึดที่ดินโฉนดดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของ จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ผู้ร้องจึงได้ร้องขัดทรัพย์ขอให้เพิกถอนการยึดอ้างว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง คดีนี้โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแต่ได้อ้างเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหนังสือยินยอมให้ทำนิติกรรมทุกชนิดของผู้ร้องเป็นพยานและได้มาศาลในวันนัดสืบพยานผู้ร้องแม้โจทก์จะไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวมาถามค้านผู้ร้อง แต่ได้นำมาถามค้านนายขจร อุ้มปรีชา พนักงานธนาคารกสิกรไทย สาขาตลาดพลูพยานผู้ร้อง พยานเบิกความรับรองว่า เป็นหนังสือให้ความยินยอมของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรม โดยผู้ร้องไม่ได้เบิกความปฏิเสธเอกสารดังกล่าว เอกสารหมาย จ.2 จึงรับฟังเป็นพยานโจทก์ได้ เห็นว่าเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความให้คู่สมรสของผู้ร้องคือ จำเลยที่ 2มีอำนาจทำนิติกรรมทุกชนิดเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสของผู้ร้องตามมาตรา 1477 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และผู้ร้องยังให้ความยินยอมจำเลยที่ 2 มีอำนาจทำนิติกรรมทุกชนิดกับธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด โจทก์คดีนี้ โดยให้ถือเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของผู้ร้องเองโดยผู้ร้องได้ลงชื่อเป็นหลักฐานในเอกสารและผู้ร้องได้ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในการทำนิติกรรมก่อหนี้คดีนี้ ผู้ร้องให้ความยินยอมด้วยตรงกับข้อความในเอกสารหมาย จ.2 ปรากฎตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12085/2534 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทบอน์นาเฟคดี้ จำกัด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม2526 ผู้ร้องได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.2 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2526 ภายหลังการทำนิติกรรมค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่จำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทบอน์นาเฟคดี้ จำกัด แก่โจทก์โดยผู้ร้องได้ให้ความยินยอมในภายหลัง และให้ถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นการกระทำของผู้ร้องเอง ถือได้ว่าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2เป็นผู้ก่อขึ้นในระหว่างสมรส ผู้ร้องได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1490(4) แต่สินส่วนตัวของภริยาไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นของภริยาซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นทรัพย์สินที่อาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 วรรคท้าย โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย ผู้ร้องมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ แม้หนี้ที่จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์จะเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 2กับผู้ร้อง โจทก์ก็ไม่มีอำนาจยึดที่พิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ได้

พิพากษายืน

ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมาย,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s