ทุ่มหินใส่เรื่อเจตนาฆ่าหรือไม่

 มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำ โดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณี ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มี เจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและ ในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการ กระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะ ถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำ นั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจัก ต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

 มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองนายศรีสมบัติ หลิมหอมกี่ และนางวิลัย รัตนากร กับพวกประมาณ120 ถึง 200 คน นั่งอยู่ในเรือที่ใช้เดินทางไปทอดผ้าป่าที่วัดกลางเหนือ เมื่อเรือแล่นมาถึงสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองอยู่สูงจากระดับพื้นน้ำประมาณ 7.50 ถึง8 เมตร มีคนร้ายใช้ก้อนหินที่มีน้ำหนักขนาด 1 กิโลกรัม 700 กรัมและ 600 กรัม จำนวนหลายก้อน ทุ่มมาจากบนสะพานลงไปในเรือถูกโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส ปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ปจ.1 และ ปจ.7 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติ หลิมหอมกี่ และนางวิไล รัตนากร เบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุเรือซึ่งจะไปทอดผ้าป่าที่วัดกลางเหนือได้มาจอดรถเพื่อซื้อตั๋วค่าผ่านทางที่ประตูน้ำบางนกแขวก ขณะที่รออยู่นั้นจำเลยกับพวกได้จุดพลุขว้างใส่เรือ จึงได้มีการเข้าไปต่อว่าจำเลยกับพวก พวกของจำเลยยกมือไหว้ขอโทษ ตรงกันข้ามกับจำเลยที่พูดท้าทายว่า “ขว้างแล้วมีอะไร” หลังจากชำระค่าผ่านทางเรียบร้อยแล้วเรือได้ออกเดินทางต่อจำเลยกับพวกมาดักที่สะพานสมเด็จพระอมรินทร์ซึ่งเป็นสะพานที่เรือจะต้องแล่นลอดผ่านไปแล้วทิ้งก้อนหินและพลุลงมายังเรือที่พยานโดยสารมา หินตกลงมาถูกมือของนายสมเจตน์ แซ่ลิ้มโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ปจ.7 แต่ในครั้งนี้เรือไม่ได้จอดคงมุ่งหน้าไปถึงวัดกลางเหนือ ทำการทอดผ้าป่าเสร็จแล้วก็พากันเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม เมื่อเรือแล่นมาถึงที่เดิมคือสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ พบจำเลยกับพวกอยู่บนสะพานใช้ก้อนหินทุ่มลงมาหลายก้อน ก้อนหินที่ทุ่มลงมาถูกบริเวณปากของโจทก์ร่วมที่ 1ได้รับบาดเจ็บถึงฟันหัก ปรากฏตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ปจ.1 ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวต่อมาว่าหลังจากเรือแล่นผ่านสะพานสมเด็จพระอมรินทร์มาแล้ว จำเลยกับพวกยังไปดักอยู่ข้างหน้าบริเวณสะพานบางนกแขวกซึ่งห่างจากสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ประมาณ 200 เมตร ข้อเท็จจริงตอนนี้โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความตรงกันว่า มีเรือของนายย่นแล่นมาพอดีและได้ใช้ไฟสปอทไลท์ส่องไปที่จำเลยกับพวกแล้วขึ้นไปช่วยกันไล่จับ แต่จำเลยกับพวกหลบหนีไปได้ จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าไม่ใช่คนร้าย พิจารณาแล้วเห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ปาก คือ โจทก์ร่วมทั้งสอง นายศรีสมบัติและนางวิไลต่างไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ร่วมและจำเลยรับกันว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการต่อว่ากันระหว่างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวกับจำเลยและพวกในข้อที่ว่า จำเลยกับพวกได้จุดพลุแล้วเหวี่ยงไปตกลงในเรือที่โจทก์ร่วมกับพวกนั่งมาถูกเด็กในเรือได้รับบาดเจ็บ แต่โจทก์ร่วมกับพวกก็ยังไม่เอาเรื่องโดยถือว่าจะมาทำบุญกัน แสดงว่าโจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติและนางวิไลซึ่งมาเบิกความเป็นพยานหาได้มีจิตใจที่จะอาฆาตมาดร้ายมุ่งที่จะเอาโทษกับจำเลยไม่ ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยกับพวกได้กระทำลงดังที่ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันนั้น หาใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวคราวเดียวแล้วสิ้นสุดลงไปไม่ หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเริ่มแต่เมื่อเรือไปรอซื้อตั๋วผ่านทางที่ประตูน้ำบางนกแขวกแล้ว จำเลยมาดักรอก่อเหตุที่สะพานสมเด็จพระอมรินทร์ เมื่อเรือที่โจทก์ร่วมทั้งสองกับพวกโดยสารมาต้องแล่นลอดสะพานดังกล่าวเพื่อเดินทางไปทอดผ้าป่า เมื่อทอดผ้าป่าเสร็จเรือแล่นกลับใช้เส้นทางเดิม ปรากฏว่าจำเลยกับพวกไปดักรอก่อเหตุซ้ำที่จุดเดิมอีกคือที่สะพานสมเด็จพระอมรินทร์และจำเลยกับพวกก็หาได้หยุดยั้งที่จะกระทำความผิดไม่ โดยจำเลยกับพวกยังตามไปดักรอเพื่อก่อเหตุเช่นเดิมอีกที่สะพานบางนกแขวก แต่ในครั้งนี้มีเรือของพลเมืองดีผ่านเข้ามาช่วยทัน จำเลยกับพวกจึงหลบหนีไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาตลอดมีการพูดจาต่อว่ากันระหว่างประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมกับจำเลยด้วย กว่าเหตุการณ์จะสิ้นสุดลงจนกระทั่งจำเลยกับพวกหลบหนีไปนั้น เป็นเวลาที่นานพอควร และในคืนเกิดเหตุเป็นวันลอยกระทง ดวงจันทร์เต็มดวงทั้งยังได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ที่บริเวณราวสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ทั้งสองด้านได้ติดไฟฟ้าส่องสว่าง เป็นหลอดไฟนีออน น่าเชื่อว่ามีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้มองเห็นได้ชัดเจน จึงไม่มีข้อสงสัยว่าประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจะจำคนร้ายหรือจำเลยผิดตัวไปได้ โจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติและนางวิไลเบิกความได้เชื่อมโยงกันสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้จริง พยานฐานที่อยู่ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังวินิจฉัยมาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าประจักษ์พยานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่น่าจะเห็นและจำคนร้ายได้ ล้วนแต่เป็นการคาดคะเนของจำเลยเองเพื่อให้ตนเองพ้นผิด หาทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเสียน้ำหนักในการรับฟังไปไม่อนึ่ง พฤติการณ์ที่จำเลยใช้ก้อนหินซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนักถึง 1 กิโลกรัมเศษ และครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มมาจากที่สูงลงมาในหมู่คนจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่จำกัดเช่นเรือที่เกิดเหตุเช่นนี้ จำเลยหรือบุคคลผู้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจจะไปถูกที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายก็อาจเป็นผลทำให้ถึงตายได้ดังที่นายแพทย์วิชัย กิตติวัฒนกูล พยานโจทก์เบิกความแต่จำเลยก็หาได้ใยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้นไม่ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

 

          พิพากษายืน

 โดย ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมาย,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s