สิทธินำคดีอาญามาดำเนินคดียังไม่ระงับ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้
(1) โดยความตายของผู้กระทำผิด
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
(3) เมื่อคดีเลิกกันตาม มาตรา 37
(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
(5) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิด เช่นนั้น
(6) เมื่อคดีขาดอายุความ
(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2539 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยเบิกโทรทัศน์สีของผู้เสียหายไปขาย 8 เครื่อง ราคา 58,639 บาท และจำเลยเบิกตู้เย็นจากผู้เสียหายไปขาย 6 ใบ ราคา 36,090 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 14 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุเป็นที่สงสัยตามสมควรจึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอฟังลงโทษจำเลยได้เพราะการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 จำเลยเห็นว่าพฤติการณ์ของข้อเท็จจริงตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึงข้อ 1.43 นั้น จะต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่อนุญาต แต่ในกรณีของคดีนี้ผู้เสียหายได้อนุญาตให้จำเลยมีสิทธิได้โดยชอบด้วยกฎหมายในการจำหน่ายสินค้า รวมทั้งทำสัญญาเช่าซื้อและเก็บเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ให้สิทธิจำเลยที่จะปฏิบัติต่อสินค้าของโจทก์ จึงเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง จำเลยไม่ได้มีเจตนาทุจริต และหากผู้เสียหายเสียหายจริงก็ชอบที่จะได้รับการบรรเทาค่าเสียหายในทางคดีแพ่งโดยจำเลยมีเงินประกันการขายตั้งแต่ปี 2538 อีกร้อยละ 10 นั้น เห็นว่า เหตุผลตามที่จำเลยยกขึ้นมาในฎีกาข้อนี้ตามที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงข้อตกลงและมีผลต่อกันว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยครอบครองและทำการจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายตามรายการสินค้าในคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 อันเป็นพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงในการที่จำเลยได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำความผิดฐายักยอกทรัพย์นี้ แม้ผู้เสียหายจะอนุญาตหรือยินยอมให้จำเลยทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยครอบครองอยู่นั้นได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่การครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยจะกลายเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ทันที เมื่อจำเลยกระทำการเบียดบังเอาทรัพย์หรือราคาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของจำเลยโดยมีเจตนาทุจริต ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ฉะนั้น การที่ผู้เสียหายไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ จึงหาใช่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยนั้นรับกันฟังได้แล้วว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ครอบครองสินค้าของผู้เสียหายตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 ซึ่งจำเลยจะอยู่ในฐานะคู่ค้าหรือฐานะอี่นใดก็ตาม และจากข้อตกลงต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกา คือข้อตกลงในข้อ 2, 3, 4, 5, 9, 10 และข้อ 16 ในเอกสารหมาย จ.2 นั้น ก็เป็นเพียงการที่ผู้เสียหายให้สิทธิจำเลยจะทำการจำหน่ายและรับผิดต่อสินค้าของผู้เสียหายที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยได้ดังกล่าวมาแล้ว แต่เมื่อตามคำฟ้องและจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบโดยเฉพาะคำเบิกความของนายเสน่ห์ สุทธิช่วย ประกอบกับเอกสารหมาย จ.5 นั้น มีเหตุผลและน้ำหนักให้น่ารับฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยต้องกันมาว่า เมื่อจำเลยได้รับมอบการครอบครองสินค้าของผู้เสียหายตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 มาแล้วนั้น จำเลยได้กระทำการเบียดบังเอาราคาค่าสินค้าดังกล่าวเหล่านั้นไปเป็นของจำเลยเสียเองโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว ส่วนการที่ผู้เสียหายให้จำเลยหาหลักประกันมาค้ำประกันการรับมอบสินค้าของผู้เสียหายไปจำหน่ายนั้นมีผลเพียงว่าจำเลยจะได้เป็นผู้ที่น่าไว้วางใจสำหรับผู้เสียหายที่ผู้เสียหายจะมอบสินค้าของตนให้จำเลยไปครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อผูกพันที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ในทางแพ่งก็เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทั่ว ๆ ไปในทางการค้า หากว่าจำเลยกระทำการไปโดยทุจริต แต่การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าว การกระทำของจำเลยอาจเป็นเพียงการผิดสัญญาในสัญญาทางแพ่งก็ได้และอาจจะเป็นความรับผิดในทางอาญาก็ได้ หากคดีได้ความว่า จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาราคาสินค้าของผู้เสียหายเป็นของตนดังกล่าวมาข้างต้น สรุปแล้วพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ได้กระทำการเบียดบังเอาราคาค่าสินค้าตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึงข้อ 1.43 เป็นของจำเลยจริง

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปที่ว่า สัญญาเอกสารหมาย จ.2 และ จ.5 นั้นกระทำขึ้นที่ใด รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าและการจ่ายเงินของลูกค้าเกิดขึ้นที่ใด ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายนั้น ปัญหาดังกล่าวหาใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เห็นว่า แม้ในทางนำสืบของโจทก์จะไม่มีหลักฐานใด ๆ ของโจทก์ยืนยันว่า เอกสารหมาย จ.2 และ จ.5 จัดทำขึ้น ณ ที่ใด เมื่อใด ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำสืบพยานหลักฐานโจทก์และอ้างเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยก็หาได้ปฏิเสธหรือโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวให้ฟังได้เป็นอย่างอื่นแต่อย่างใดไม่ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงบางส่วนที่เป็นประเด็นในคดีที่ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนั้นได้ ส่วนจำเลยจะมีฐานะเป็นเพียงคู่ค้าของผู้เสียหายหรือมีฐานะใดก็ตาม ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญและไม่ใช่องค์ประกอบความผิดดังกล่าวมาแล้ว จากพยานหลักฐานของโจทก์เห็นว่ามีเหตุผลและน้ำหนักฟังได้ว่า คดีนี้เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยและตามคำให้การในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 ซึ่งเป็นคำให้การของนายพยงค์ กองคลัง นายสมใจ คล้ายมะลวน และนายสมบูรณ์ ธาดาจร ตามลำดับ มีเหตุผลและน้ำหนักให้ฟังได้ว่า เหตุยักยอกทรัพย์คดีนี้เกิดที่ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวนั้นจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอและแมและกิ่งอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ก็ตาม ก็หาทำให้คดีน่าเชื่อฟังว่าเหตุเกิดที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ดังที่จำเลยฎีกาไม่ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอำนาจสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า นายเสน่ห์ สุทธิช่วย ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายกับจำเลยได้เจรจายอมความกันโดยเอกสารหมาย จ.5 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิของผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์และโจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เห็นว่า จากข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าวนั้นได้ความแต่เพียงว่า เงินค่าราคาสินค้าที่จำเลยรับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายมีจำนวน 94,729 บาท จำเลยจะนำมาส่งคืนให้ผู้เสียหายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อความหรือพฤติการณ์ใดเลยว่า ผู้เสียหายได้ตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำขึ้นให้ระงับหรือเลิกกันไป ดังจะเห็นได้ชัดจากถ้อยคำในเอกสารหมาย จ.1 ประกอบกับคำเบิกความของนายเสน่ห์พยานโจทก์ที่ว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยทุจริตยักยอกราคาทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้ว ผู้เสียหายจึงได้มอบอำนาจให้นายเสน่ห์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยไปจนถึงที่สุด พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้ฟังได้ว่า เอกสารหมาย จ.5 มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปดังจำเลยฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน

One thought on “สิทธินำคดีอาญามาดำเนินคดียังไม่ระงับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s