ทนายคดีแรงงาน, ทนายความคดีแรงงาน : บอกเลิกจ้างโดยผู้ไม่มีอำนาจ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

 
        สวัสดีครับ วันนี้ ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ นำเสนอคอลัมน์ แนะนำแนวทางต่อสู้คดี แนวทางการต่อสู้คดีแรงงาน เรื่องนี้ มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง จากนั้น โจทก์ก็ทำงานตามปกติครับ ต่อมาจำเลยได้นำกรรมการผู้จัดการคนใหม่เข้ามา โดยที่กรรมการคนนี้จดทะเบียนสมรสแล้วมีสามีเป็นตัวเป็นตน จากนั้นประมาณ ๑ เดือน สามีของกรรมการผู้นี้ก็นำรถยนต์ของตนเองมาซ่อมที่บริษัทของจำเลย(คงจะเข้าใจว่าได้ราคาถูกหรือบริการดีครับ) แต่เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น ปรากฎว่า รถที่นำมาซ่อมนั้น ซ่อมแล้วซ่อมอีกอยู่เป็นเวลาหลายเดือนครับ จนสุดท้าย ตัดสินใจไปคุยกับช่างที่ซ่อม(โจทก์)ด้วยตนเอง ครับก็เลยเกิดการเถียงกันเสียงดัง จนสุดท้ายหลุดปากพูดไปว่า ถ้าทำงานได้แค่นี้ก็อย่าทำเลยดีกว่า

                จากนั้นโจทก์ก็เลยไม่กลับมาทำงานอีกเลยครับ และต่อมาก็ได้ขอให้เจ้าหน้าที่แรงงานเรียกโจทก์และจำเลยไปไกล่เกลี่ยโดยโจทก์ขอเงินชดเชยจากการทำงานครับ แต่จำเลยเห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายไม่มาทำงานเอง ก็เลยไม่ตกลงครับ สุดท้ายก้เลยต้องไปศาลครับ โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์โดยให้โจทก์ทำงานในตำแหน่ง พนักงานซ่อมเครื่องยนต์ ต่อมาจำเลยได้ให้ผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยมาเป็นผู้บอกเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ถูกบอกเลิกสัญญาจ้างงานโดยที่โจทก์มิได้ กระทำความผิดแต่อย่างใดมาก่อน นอกจากนี้จำเลยยังมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างโจทก์แต่อย่างใด

                 จำเลยเองก็ไม่ยอมครับ จำเลยได้ต่อสู้ให้การเอาไว้ดังนี้ครับ จำเลยไม่เคยบอกเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด ผู้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้กระทำการบอกเลิกจ้างโจทก์นั้น มิได้เป็นผู้ที่จำเลยมอบหมายให้มีอำนาจเกี่ยวกับการบริหารจัดการงานแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่ญาติของกรรมการผู้จัดการในบริษัทจำเลยเท่านั้นในวันที่เกิดข้อพิพาทกันนั้น  เหตุที่ผู้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้กระทำการบอกเลิกจ้างโจทก์เข้าไปพูดคุยเรื่องงานกับโจทก์ ก็สืบเนื่องมาจาก ต้องการให้โจทก์ซ่อมรถยนต์ขอตนเองให้ออกมาดีเป็นที่น่าพอใจ แต่โจทก์ทำให้ไม่ได้จึงโต้เถียงกัน บุคคลนั้นจึงพูดไปว่า ถ้าทำงานได้แค่นี้ ก็อย่าทำเลยจากนั้นจำเลยก็ไม่กลับมาทำงานอีก

                 ผลสุดท้ายเรื่องนี้ก็เลยต้องรบกวนศาลท่านวินิจฉัยว่า ตกลงจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์แล้วหรือไม่ โดยใครเป็นผู้บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ เรื่องนี้ศาลท่านเลยมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่จะมีอำนาจบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์นั้นต้องเป็นผู้ที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลเช่นกรรมผู้จัดการบริษัทจำเลยหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจมาจากกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยอีกทีหนึ่ง จึงจะมีผลผูกพันธ์จำเลย สามีของกรรมการผู้จัดการไม่ใช่ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล นอกจากนั้นยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงใดๆที่แสดงให้เห็นว่า มีการมอบอำนาจให้ สามีของกรรมท่านนี้นั้นเป็นผู้มีอำนาจจัดการกิจการงานของบริษัทจำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งคำพูดที่ว่า หากทำงานได้แค่นี้ก็อย่ามาทำเลยดีกว่า ก็เป็นคำพูดในทำนองตัดพ้อต่อว่าการทำงานของโจทก์เท่านั้น ยังไม่พอรับฟังได้ว่าเป็นคำพูดที่แสดงเจตนาเลิกจ้าง ยกฟ้องโจทก์ สรุปว่าโจทก์เลยไม่ได้รับค่าชดเชยแม้แต่บาทเดียวครับ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจลูกจ้างได้อย่างดีครับ ว่าเวลาทำงานนั้น อย่าคิดมากขี้น้อยใจ เวลาถูกตำหนิ ครับ ให้คำตำหนินั้นย้อนมาดูตัวเราและปรับปรุงแก้ไขหากเป็นความจริงดังที่เขาตำหนิครับ แต่หากไม่เป็นความจริงก็ไม่ต้องใส่ใจหรือไปโต้ตอบแต่ประการใดครับ เอาผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วทุกอย่างจะดีเองครับ สวัสดีครับ

โดย ทนายคดีแรงงาน, ทนายความคดีแรงงาน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s