การสมรส

              การสมรส

      เงื่อนไขของการสมรส

             ผู้ที่จะสมรสได้ ต้องมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่จะสมรส(จดทะเบียนสมรส) ต้องไม่มีคู่สมรสที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแต่อย่างใดและ ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความยินยอมในการสมรส

       แบบของการสมรส

              อย่างที่บอกไปครับ การสมรสที่จะมีผลตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นการจดทะเบียนสมรสเท่านั้น บางกรณี ไม่จดทะเบียนสมรสแต่ จัดงานแต่งงานเฉยๆก็ไม่ถือว่า สมรสแต่อย่างใดไม่มีผลในทางกฎหมาย

        ทรัพย์สินระหว่างการเป็นสามีภรรยาหลังจากสมรส

              เมื่อแต่งงานทรัพย์สินระหว่างสามี ภรรยา จะถูกแบ่งออกเป็น ๒ ชนิดครับ คือ สินส่วนตัวและสินสมรส โดยการแบ่งนั้น อาจจะแบ่งได้โดยทางแรก คือ การทำสัญญาก่อนสมรสขึ้นมาก็ได้ครับ โดยสำหรับการทำสัญญาก่อนสมรสนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะยกทรัพย์สินที่ตนมีมาก่อนสมรสให้เป็นสินสมรสก็ได้หรือจะให้ทรัพย์สินที่ตนได้มาระหว่างสมรสแล้ว เป็นสินส่วนตัวก็ได้ครับ โดยการทำสัญญาก่อนสมรสนี้ กฎหมายระบุเอาไว้ว่า ต้องทำกันตอนที่จดทะเบียนสมรส มิฉะนั้นเป็นโมฆะ คือ ถือว่าไม่เคยทำสัญญาก่อนสมรสกันมาก่อนครับ ในทางปฎิบัติ สัญญาก่อนสมรสส่วนใหญ่ คู่สมรสจะจัดทำแล้วนำไปยื่นเจ้าหน้าที่เพื่อเก็บเอาไว้กับคำร้องขอจดทะเบียนสมรส ณ.สำนักงานที่ไปจดทะเบียนสมรสครับ

              อีกทางหนึ่งคือการแบ่งตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้ครับ

        สินส่วนตัว คือ ทรัพย์สินที่

๑ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีมาก่อนสมรส(ดู วันที่จดทะเบียนสำหรับทรัพย์สินที่ต้องจดทะเบียน หรือวันที่ได้รับมา หากเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องจดทะเบียน)

๒ที่เป็นเครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับกายตามสมควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป้นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

๓ ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา

๔ที่เป็นของหมั้น

       สินส่วนตัวนั้น หากถูก รำหน่าย จ่าย โอน หรือ ถูกทำลายไป แล้ว เราได้ สิ่งอื่นมาตอบแทน สิ่งที่เราได้รับตอบแทนมา ก็ยังเป็นสินส่วนตัวของเรา ครับ แม้ว่าจะได้มาหลังจากสมรสแล้วก็ตาม และการจัดการสินส่วนตัวเหล่า นี้ ผู้เป็นเจ้าของสินส่วนตัว ย่อมเป็นผู้มีอำนาจจัดการแต่เพียงผู้เดียวครับ

       สินสมรส คือ

๑ สิ่งที่ได้มาระหว่างสมรส

๒ ที่ได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือระบุว่า เป็นสินสมรส

๓ ดอกผลของสินส่วนตัว

          โดยสินสมรสนั้นทั้งสองฝ่ายต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายเว้นแต่เป็นเรื่องของการเช่าซื้อหรือให้เช่าสินสมรสไม่เกิน ๓ ปีเท่านั้น จึงไม่ต้องได้รับความยินยอมหรือจัดการร่วมกันแต่อย่างใด

          หนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างจดทะเบียนสมรส

          ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ คือ ๑ หากเป็นหนี้ที่เกิดจากการจัดการบ้านเรือน และจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การักษาคนในครอบครัว และการศึกษาของบุตรจามอัตภาพ ๒ หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส ๓หนี้ที่เกิดจากสามีภรรยา ทำด้วยกัน ๔ หนี้ที่สามี หรือ ภรรยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน

การสิ้นสุดการสมรส มี ๓ ทางคือ

๑ คู่สมรสเสียชีวิต

๒ หย่าโดยการจดทะเบียนหย่า

๓ ฟ้องหย่าและศาลพิพากษาให้หย่า

 ผลของการหย่า ทั้ง ๓ แบบ มีดังนี้ครับ

ผลของการสิ้นสุดการสมรสแบบคู่สมรสเสียชีวิต คือ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้รับ ส่วนแบ่งจากสินสมรสครึ่งหนึ่ง รวมทั้งอาจต้องรับภาระหนี้ที่เกิดจากการเป็นหนี้ร่วมกัน ดังที่อธิบายไว้ข้างต้น และทั้งนี้คุ่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะได้รับส่วนแบ่งมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของคู่สมรสที่เสียชีวิตด้วย

ผลของการสิ้นสุดการสมรสแบบจดทะเบียนหย่า คือ คู่สมรสทั้งสองได้สิทธิ์ใน สินสมรสคนละครึ่ง ซึ่งก็รวมถึงต้องใช้หนี้ที่เป็นหนี้ร่วมกันดังที่อธิบายไว้ข้างต้นด้วย นอกจากนี้ในการหย่าแบบจดทะเบียนหย่า ยังสามารที่จะทำการยกสินสมรสส่วนของตนให้เป็นของคู่สมรสอีกฝ่ายก็ได้ รวมทั้งระบุในทะเบียนหย่าในเรื่องของ ใครจะเป็นผู้มีอำนาจดูแลบุตรและใครจะเป้นผู้มีสิทธิมาเยี่ยมบุตรหรือรับบุตรไปอยู่ด้วยเป็นครั้งคราวและ เรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรจนอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์และ ค่าเลี้ยงดูคู่สมรสอีกฝั่งหนึ่งด้วย

ผลของการสิ้นสุดการสมสรแบบฟ้องหย่าและศาลพิพากษาให้หย่า

  กรณีนี้จะฟ้องหย่าได้ ต้องมีเหตุฟ้องหย่าดังต่อไปนี้ครับ

1 สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้

2สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั่นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่าย

–                    ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

–                    ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ

–                    ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควร ในเมื่อเอาสภาพและฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

3สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

4 สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิน ควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความ ประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วม ประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

      โดยเมื่อหย่าแล้ว สินสมรสต้องแบ่งกันคนละครั่งโดย ให้เริ่มนับสินสมรสที่มีตั้งแต่จดทะเบียนสมรสวันแรกจนถึงวันฟ้องหย่า ส่วนหนี้สินนั้น หากเป็นหนี้ร่วมต้องรับผิดชอบคนละครึ่ง นอกจากนี้ในการพิพากษาของศาล๐จะ เป็นผู้กำหนดด้วยว่า ใครจะเป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็ก โดยจะพิจารณาถึงความผาสุกของเด็กเป็นหลัก www.nplegalservice.com

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s