ทนาย,ทนายความ ที่ดีเป็นอย่างไร

สวัสดีครับ วันนี้ขอนำเสนอ บทความเกี่ยวกับคุณสมบัติของ  ทนาย    ที่ดีกันบ้างครับ ในเรื่องนี้นะครับ ได้มี            พระราชบัญญัติทนายความและข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ กำหนดมารยาทอันพึงปฎิบัติในฐานะของการมีวิชาชีพทนายความต่อผู้ที่เกี่ยวข้องคือ      มารยาทต่อศาล , ลูกความ , ทนายความ ด้วยกัน

มารยาทต่อศาล

              สิ่งที่ผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็น ทนาย ที่ดีนั้นควรปฎิบติเมื่ออยู่ในศาลหรือนอกศาลนั้น ก็คือ      การช่วยเหลือเป็น ทนายขอแรง เมื่อได้รับการร้องขอจากศาล และต้องไม่ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา  รวมทั้งใช้พยานหลักฐานเท็จในศาล           ไม่ว่าจะทำขึ้นมาเองหรือให้คนอื่นทำขึ้นมาหรือเสี้ยมสอนให้พยานของตนเองมาเบิกความเท็จ    อีกทั้งต้องไม่แม้แต่เสนอจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ประการสุดท้ายก็คือ    ไม่ทำการใดๆเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลก่อนกำหนดวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาครับ หาก ทนายความท่านใด ปฎิบัติตนอยู่ในกรอบตามที่กล่าวไป         ก็ย่อมถือได้ว่า เป็น ทนาย ที่ดี ได้ครับ

มารยาทต่อลูกความ

ประเด็นนี้มีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยๆครับ  สาเหตุจาก  ทนายความ  บางท่าน      ไม่ยึดถือการปฎิบัติตนตาม ที่  พระราชบัญญัติทนายความและข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ   กำหนดไว้ครับ   สุดท้ายผู้ที่รับบาปก็คือ   อาชีพ ทนาย หรือ ทนายความ ที่ถูกเหมารวมว่า   เป็นคนไ่ม่ดี  หรือ เป็นผู้มีวิชาชีพที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นครับ สำหรับทนายความที่จะพึงเรียกว่า      เป็น ทนาย ที่ดี ได้นั้น ต้องไม่ปฎิบัติตนดังต่อไปนี้ครับ  คือไม่ยุยงส่งเสริมให้คนเป็นคดีกัน     ไม่ใช้อุบายเพื่อให้ได้มาซึ่งคดี เช่น หลอกว่าคดีชนะแน่นอน  (ทั้งๆที่รู้ว่ายังไงก็แพ้)     หลอกว่ารู้จักคนใหญ่โตและสามารถวิ่งเต้นคดีได้ หลอกว่าตนเองมีความรู้มากกว่า   ทนาย           คนอื่นๆ หรือเปิดเผยความลับของลูกความโดยลูกความหรือศาลไม่อนุญาต ไม่ว่าจะเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกคดีหรือคู่ความอีกฝ่าย หรือ  จงใจขาดนัดหรือทอดทิ้งคดีหรือไม่แจ้งสิ่งที่ควรแจ้งแก่ลูกความ             หรือใช้อุบายต่างๆเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากลูกความนอกจากที่ได้ตกลงกันไว้ หรือ ไม่ยอมคืนทรัพย์สินของลุกความที่ตนเองครอบครองอยู่เนื่องมาจากการทำคดีโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งเหล่านี้คือ    สิ่งที่  ผู้ที่จะได้ชื่อว่า  เป็น  ทนายความ ที่ดี พึงปฎิบัติครับ

มารยาทต่อ ทนายความ ด้วยกัน

ไม่แย่งหรือรับทำคดีที่ ทนาย คนอื่นๆได้รับทำคดีอยู่ก่อนหน้าแล้ว   เว้นแต่ ทนายความ    เจ้าของคดียินยอม หรือลูกความได้ถอนทนาย คนเดิมแล้ว  หรือ     ไม่ประกาศอัตราค่าว่าความ หรือ  ประกาศว่ารับทำคดีให้ไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือ  ประกาศ  ชื่อ  คุณวุฒิ  ตำแหน่ง ที่อยู่ สำนักงาน ไปในทางโอ้อวด  เว้นแต่ตามสมควร หรือ ประกอบธุรกิจที่ผิดต่อศีลธรรมอันดี หรือตกลงให้ประโยชน์ตอบแทนแก่บุคคลใดที่หาคดีมาให้ ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่ ผู้ที่จะได้ชื่อว่า เป็น ทนายความ ที่ดี นั้นต้องไม่ปฎิบัติครับ

มารยาท ทนายความ ต่อศาล ต่อ ลูกความและต่อ ทนาย ท่านอื่นๆด้วยกัน     ก็คงจะมีเพียงเท่านี้ครับ หากท่านต้องการอ่านบทความกฎหมายเรื่องอื่นๆเชิญได้ที่ www.tanaynp.com           หรือสอบถามปัญหากฎหมายฟรี เชิญติดต่อได้ที่ www.nplegalservice.com     ขอบคุณสำหรับการติดต่ามอ่านจนจบครับ ทนายความ นวพล สำนักงานเอ็นพีลีเกิ้ลเซอร์วิส  ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ

นอกเหนือ

             สวัสดีครับ วันนี้ขอนำเสนอในเรื่องราวของ การดำเนินการในการบังคับคดีกันบ้างครับ ในเรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่หลายๆท่านยังไม่ค่อยเข้าใจกันดีเท่าไหร่ครับ ผมก็เลยถือโอกาสนำเสนอ เรื่องราวนี้ให้แก่ท่านผู้สนใจนะครับ สำหรับในเรื่องของการบังคับคดีนี้นะครับ เรื่องที่มีผู้เข้าใจกันผิดอยู่นะครับ คือ  การที่กฎหมายบอกว่า เจ้าหนี้ผู้ชนะคดีสามารถดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ได้ภายใน ๑๐ นับแต่วันที่ศาลพิพากษานะครับ ที่กฎหมายเขียนเอาไว้อย่างนี้นะครับ หมายความว่า การยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น ต้องถึงขั้นที่มีการนัดวันออกไปยึดทรัพย์กับเจ้าหน้าที่เขานะครับ ถ้าเป็นกรณีอายัดก็ต้องถึงขั้นที่มีการเดินเรื่องจนถึงหน้าที่ๆเจ้าพนักงานบังคับคดีจะส่งหมายอายัดไปถึงตัวลูกหนี้ครับ ถึงจะถือว่าได้ดำเนินการไปแล้วนะครับ คราวนี้เมื่อดำเนินการไปแล้วนะครับ ก็สามารถดำเนินการยึดครั้งที่สอง หรืออายัดเงินไปเรื่อยๆได้ครับ โดยไม่ต้องกลัวเวลา ๑๐ ปีตามที่กฎหมายบอกไว้แต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้หมายความขยายไปถึงว่า ถ้าเกิน ๑๐ ปีแล้วจะไปตามยึดหรืออายัดของเขาได้นะครับ ที่ว่าไม่ต้องกลัวหมายถึงว่า เมื่อดำเนินการยึดหรืออายัดใน ๑๐ ปีแล้ว หากต่อมาโจทก์ยังไม่ได้รับเงินจากกขายทอดตลาดและเวลาเกิน ๑๐ ปีนับแต่ศาลพิพากษาไปแล้ว โจทก์จะไม่ได้รับเงินนั้น ไม่ใช่นะครับ แต่หมายถึงว่าแค่การบังคับโดยยึดหรืออายัดแค่นั้นครับ ส่วนถ้าจะได้รับเงินแม้เกิน ๑๐ ปีแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวครับ

         อีกประเด็นหนึ่งครับ มีผู้โทรศัพท์สอบถามเข้ามาครับ ว่า เข้าใจว่า การฟ้องคดีอาญานั้นไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล ก็เลยมอบคดีให้ทนายความท่านหนึ่งนั้นไปยื่นฟ้องข้อหาลักทรัพย์และขอ เงินที่ถูกลักคืนมาด้วยครับ คราวนี้ก็ไปยื่นแต่ ทนายความเขาขอเบิกเงินค่าขึ้นศาลครับ ผู้ถามก็เลยสงสัยว่าตกลงต้องเสียหรือไม่ครับ สำหรับค่าขึ้นศาลนี้ คือเรื่องนี้นะครับ หากผู้ถามฟ้องแค่คดีอาญาอย่างเดียว โดยไม่ได้ของเงินที่ถูกขโมยไปคืนนั้น ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลครับ อาจจะเสียค่าส่งเอกสารแค่ไม่กี่บาทครับ แต่ถ้าขอเงินที่ถูกขโมยคืนไปด้วยนั้น ก็จะเป็นคดีอาญาสินไหมไปครับ คราวนี้ก็ต้องเสียเงินค่าขึ้นศาลในส่วนของคดีแพ่งครับ

ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมายฟรี ,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย,จดทะเบียน

ทนายความ,ทนาย,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

ทนาย,ทนายความ,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

พบกับพวกเราได้ที่

https://plus.google.com/?gpsrc=gplp0#100328626220120949553/posts/p/pub

https://twitter.com/nplegalservice

ขโมยทรัพย์สินคนในครอบครัวเดียวกัน ผิดกฎหมายหรือไม่

              บทความต่อไปนี้ขอนำเสนอในเรื่องของการกระทำความผิดเรื่องลักทรัพย์กันบ้างครับ ในเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ยังมีหลายๆท่านยังสงสัยอยู่ครับ ว่าหากผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันเช่น ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำเสนอ เรื่องราวในประเด็นนี้แก่ ท่านผู้อ่านนะครับ ในเรื่องนี้นะครับ โดยปกติ ความผิดเรื่องลักทรัพย์นี่ เป็นความผิดที่รุนแรงเข้าขั้นนะครับ กล่าวคือ ถือเป็นคดีอาญาแผ่น ดินมีผลทำให้คดีลักทรัพย์นี้ไม่สามารถยอมความกันได้นะครับ(ตามกฎหมายนะ) แต่ด้วยความที่ท่านผู้เขียนกฎหมายอาญาขึ้นมาคงจะพิจารณาแล้ว เห็นว่า บางครั้งก็เคยมีการเกิดการลักทรัพย์กันระหว่างคนในครอบครัว ยกตัวอย่างที่เห็นบ่อยๆเช่น ภรรยาหรือสามีเอาเงินของอีกฝ่ายไปใช้โดยไม่บอกอีกฝ่ายก่อน ซึ่งแน่นอนครับ การกระทำอย่างนี้เป็นคดีลักทรัพย์แน่นอน แต่เพราะว่ามันไม่มีการแจ้งความเกิดขึ้น ก็เลยไม่เป็นคดีครับ แต่คราวนี้นะครับ หากมีการแจ้งความกันเกิดขึ้นมาแล้วนะครับ ถามว่าจะเป็นคดีหรือไม่ ตำรวจต้องรับแจ้งความหรือไม่ ตอบว่า เป็นคดีและตำรวจต้องรับแจ้งความครับ เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้วครับ แต่ยังไงก็แล้วแต่กฎหมายก็กำหนดต่อไปอีกว่า ถึงจะเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษครับ (ก็คือถึงรับแจ้งความดำเนินคดีต่อไป ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษได้ถึงแม้ว่าจะทำความผิดจริงครับ) ดังนั้น จะดำเนินคดีไปทำไม….. แต่ถ้าหากเป็นอีกกรณีหละครับ กรณีนี้เป็นเรื่องการที่มีการลักทรัพย์เช่น ลูกไปลักทรัพย์ของ บิดาหรือมารดาของตนเองเข้าหรือ น้องไปลักทรัพย์ของพี่ แล้วอย่างนี้ …ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า กฎหมายกำหนด มาตรการเอาไว้อย่างไรในเรื่องนี้ คืออย่างนี้นะครับ ในเรื่องนี้กฎหมายกำหนดว่า เมื่อมีการลักทรัพย์กันเกิดขึ้น โดยที่ผู้ลักทรัพย์และผู้ถูกลักทรัพย์นั้น เป็นพี่น้องหรือเป็นบุตรหรือบิดามารดา กันแล้ว กฎหมายบอกว่าถึงแม้ว่า การลักทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความไม่ได้แต่ในกรณีที่กล่าวมา สามารถยอมความได้ครับ และนอกจากนี้ยังบอกต่อไปอีกว่า หากว่าศาลเห็นสมควรก็จะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเอาไว้เพียงใดก็ได้ครับ นี้คือสิ่งที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ครับ

ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมายฟรี ,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย,จดทะเบียน

ทนายความ,ทนาย,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

ทนาย,ทนายความ,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

พบกับพวกเราได้อีกที่

https://plus.google.com/?gpsrc=gplp0#100328626220120949553/posts/p/pub

https://twitter.com/nplegalservice

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการจำนอง

สวัสดีครับ วันนี้นำเสนอบทความในเรื่องของ การทำสัญญาจำนองกันบ้างครับ จริงๆแล้ว การจดทะเบียนจำนองในบ้านเรานี้ ผมเชื่อว่าเกือบทุกๆท่านก็คงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้วนะครับ ว่ามันคือการที่เราเอาบ้านหรือที่ดินไปจำนองไว้กับธนาคาร(บางท่านเรียก ฝากบ้าง เอาไว้กับ ธนาคารบ้างครับ นั่นคือคำเรียกแบบเราๆท่านๆชาวบ้านเข้าใจกันครับ แต่จริงๆแล้วก็คือ จำนองนั้นเองครับ)

คราวนี้นะครับ บางครั้งผลหลังจากการจำนองแล้ว เราๆท่านๆก็รู้ว่าผู้จำนองก็ต้องหาเงินมาผ่อนธนาคารนะครับ นี้คือสิ่งที่เราๆท่าน รู้ เข้าใจและทราบดีกันเกือบทุกคนนะครับ ผมว่า แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องหลายประเด็นที่ ยังมีหลายท่านๆยังไม่รู้ไม่ทราบ ผมก็เลยขอถือโอกาสนี้นำเสนอในเรื่องราวหรือประเด็นเหล่านี้นะครับ

สมมตินะครับว่า เกิดกรณีที่มีการนำที่ดินของตนเองไปจำนองเอาไว้กับธนาคารนะครับ พอต่อมาปรากฏว่าในช่วงที่ยังผ่อนจำนองไม่หมดนะครับ เกิดมีการสร้างอาคารบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆก็แล้วแต่ขึ้นมาใน ที่ดินแปลงที่นำไปจำนองนี้นะครับ อะไรจะเกิดขึ้นหละครับ ตามกฎหมายนะครับ เมื่อมีการปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างประเภทใดๆก็แล้วแต่ขึ้นมาในที่ดินที่นำไปจำนองแล้วนะครับ กรณีนี้การจำนองจะไม่มีผลไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่ได้สร้างขึ้นมาหลังจากวันที่จดทะเบียนจำนองแต่อย่างใดเลยนะครับ(เว้นแต่จะทำสัญญากันขึ้นมาเพื่อให้จำนองคลอบคลุมไปถึงครับ) แต่ทั้งนี้นะครับ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ หากเมื่อมีการผิดนัดจำนองเกิดขึ้น  ผู้รับจำนองก็ยังสามารถที่จะนำที่ดินแปลงที่ติดจำนองออกขายทอดตลาด โดยที่การขายนั้นก็ยังสามารถขายรวมสิ่งปลูกสร้างนั้นได้ครับ (แต่เงินที่ขายได้ในส่วนของสิ่งปลูกสร้างนี้ ต้องคืนแก่ เจ้าของสิ่งปลูกสร้างเขานะครับ)

แล้วมีอีกกรณีหนึ่งครับ กรณีนี้เป็นเรื่องที่ จำนองสิ่งปลูกสร้างซึ่งได้ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินแปลงหนึ่งแปลงใดก็แล้วแต่นะครับ ในกรณีนี้การที่ จะบังคับจำนองนั้น จะบังคับจำนองเอาได้แค่ในส่วนของสิ่งปลูกสร้างเท่านั้นนะ นั้นคือเงินที่ได้ยึดได้ก็คือเงินที่ได้มาจากการที่ขายสิ่งปลูกสร้างเท่านั้นนะครับ จะไปยึดที่ดินมาขายไปด้วยไม่ได้ครับ  สวัสดีครับ

ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมายฟรี ,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย,จดทะเบียน

ทนายความ,ทนาย,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

ทนาย,ทนายความ,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

พบกับพวกเราได้ที่

https://twitter.com/nplegalservice

http://www.facebook.com/pages/ทนายความนวพล/202030223174826

สัญญาห้ามประกอบกิจการ

     สวัสดีครับ วันนี้นำเสนอบทความในเรื่องการทำสัญญาว่าจะไม่ดำเนินการงานบางอย่างครับ เรื่องนี้หรือสัญญาประเภทนี้นะครับเราจะพบได้บ่อยๆทั่วไปนะครับ ในกรณีที่ผู้ที่กำลังทำงานอยู่ใน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนใหญ่ที่มีธุรกิจระดับร้อยๆพันๆล้านครับ เนื่องจากบางครั้งผู้ที่ทำงานอยู่นั้นจะว่าไปรู้ความลับของการดำเนินธุรกิจในประเภทนั้นๆ ก็คงไม่ได้ครับ เพราะว่าต้องคลุกคลีตีโมงอยู่กบการทำงานอยู่แล้ว ดังนั้น เคล็ดลับหรือเคล็ดไม่ลับ อย่างใดๆ ก็ต้องรู้บ้างครับ ไม่มากก็น้อย คราวนี้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นายจ้าง เขาก็กลัวซิครับ เพราะว่าธุรกิจขนาดใหญ่ๆนั้น หากมีข้อมูลการทำงานรั่วไหล ไปข้างนอกบริษัทแล้ว บางทีถ้าข้อมูลเหล่านี้ไปถึงมือของคู่แข่งทางการค้าแล้ว เท่ากับไปยื่นหอกให้ศัตรูเลยครับ
        ดังนั้นนะครับ จึงได้มีเรื่องราว เล่าขานสืบต่อกันมาเป็นทอดๆครับ ถึงสัญญาประเภทที่ กำหนดว่า หากลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทเหล่านี้ ได้ออกไปจากบริษัทแล้ว ห้ามนำข้อมูลของบริษัทซึ่งเป็นความลับหรือห้ามออกไปประกอบกิจการซึ่งเหมือนกันกับกิจการของบริษัทครับ คราวนี้มันจะมีปัญหาเกิดขึ้นตรงที่ว่า เมื่อมีผู้เขียนสัญญาขึ้นมาหลายคน หลายฉบับแล้ว ข้อความเนื้อหาก็ต้องผิดกันไปบ้างครับ
           เรื่องเช่นนี้นะครับ มันก็เลยเกิดเป็นคดีกันขึ้นมาครับ เพราะว่า มีบริษัทยักใหญ่รายหนึ่งครับ เมื่อพนักงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย….ได้ทำการขอลาออก จากการเป็นลูกจ้างนะครับ ก็เลยได้ให้ลุกจ้างท่านนี้ไปทำสัญญา ดังกล่าวมาครับ เป็นสัญญาที่มีเนื้อหา ระบุว่า ห้ามดำเนินการหรือกิจการใดๆเหมือนกันกับกิจการของบริษัทนายจ้างครับ หากฝ่าฝืนจะถูกฟ้องว่าทำผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายเอาได้ครับ
          สุดท้ายแล้วนะครับ ในเรื่องนี้ ก็ต้องต่อสู้คดีกันไปจนถึง ศาลฎีกานู้นเลยครับ ซึ่งในเรื่องนี้เองนะครับ ศาลฎีกาท่านก็มีคำพิพากษาอออกมาว่า สัญญาที่มีลักษณะห้ามประกอบกิจการหรือดำเนินการใดๆที่เหมือนกับ กิจการของนายจ้าง โดยที่ไม่มีกำหนดเวลาเอาไว้ว่า ต้องห้ามดำเนินการทางธุรกิจ ภายในกี่ปีนั้น สัญญาลักษณะนี้เป็นโมฆะ ไม่อาจใช้บังคับระหว่างลูกจ้าง นายจ้างได้ครับ เพราะเป็นการกีดกันการ ทำมาหากินมากเกินไปครับ  กรณีนี้นะครับ นายจ้างหากจะทำสัญญาห้ามประกอบกิจการนะครับ ควรกำหนดเวลาเอาไว้ด้วยครับ เช่น ๒ ปีหรือ ๓ ปีครับ จะได้ดูว่า พอเป็นธรรมใช้บังคับกันได้ครับ สวัสดีครับ

ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมายฟรี ,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย,จดทะเบียน

ทนายความ,ทนาย,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

ทนาย,ทนายความ,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

ตัวอย่าง หนังสือ ทวงเงินกู้ , ค้ำประกัน

สำนักงานทนายความเอ็นพีลีเกิ้ลเซอร์วิส

 nplegalservice lawyer office

92 ถนนเดชอุดม ซอย 22 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000

โทรศัพท์ –แฟ็กส์  044958387 มือถือ 0821564989  อีเมล์  nplegalservice@hotmail.co.th

 เว็บไซค์  www.nplegalservice.com

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔

เรื่อง   ขอให้ชำระหนี้

เรียน   คุณ………………………………………….

ตามที่ท่านได้ทำการกู้ยืมเงินจาก………………………………………………. เป็นจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยท่านได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้วในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓

บัดนี้ครบกำหนดเวลาชำระเงินที่กู้ยืมไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านทำการชำระหนี้แก่………………………………..เป็นจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากยอดเงิน๕๐,๐๐๐ บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) พร้อมทั้งดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากยอดเงิน๕๐,๐๐๐ บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๕๓,๒๒๐ บาท(ห้าหมื่นสามพันสองร้อยยี่สิบบาทถ้วน) โดยท่านต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวใน ๓ วันนับแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หากเกินกำหนด อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

……………………………………………………..

นายนวพล ผ่องอำไพ ทนายความ

สำนักงานทนายความเอ็นพีลีเกิ้ลเซอร์วิส

 ……………………………………………………………………………………………………………………………..

สำนักงานทนายความเอ็นพีลีเกิ้ลเซอร์วิส  nplegalservice lawyer office

92 ถนนเดชอุดม ซอย 22 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000

โทรศัพท์ –แฟ็กส์  044958387 มือถือ 0821564989  อีเมล์  nplegalservice@hotmail.co.th

 เว็บไซค์  www.nplegalservice.com

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๒๙  กรกฎาคม  ๒๕๕๕

เรื่อง  ขอให้ชำระหนี้

เรียน  คุณ………………………………….

ตามที่ท่านได้เข้าทำการค้ำประกันการกู้ยืมเงินซึ่ง………………………………………………………….ได้

ทำการกู้ยืมเงินจาก…………………………………………เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๖๐,๐๐๐บาท(หกหมื่นบาท)ดังที่ท่านทราบดีแล้วนั้น

บัดนี้ครบกำหนดชำระเงินที่กู้ยืมไปทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้า ทนายความนวพล ผ่องอำไพ สำนักงานทนายความเอ็นพีลีเกิ้ลเซอร์วิส ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจ  ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ท่านต้องดำเนินการชำระเงินตามจำนวนที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดภายใน  ๓ วัน  นับแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้แก่คุณ……………………………………..หากท่านยังคงเพิกเฉย ข้าพเจ้าจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

(ทนายความนวพล ผ่องอำไพ)

สำนักงานทนายความเอ็นพีลีเกิ้ลเซอร์วิส

ทนายความ,ทนาย,ปรึกษากฎหมายฟรี ,สำนักงานทนายความ,สำนักงานกฎหมาย,จดทะเบียน

ทนายความ,ทนาย,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี

ทนาย,ทนายความ,จดทะเบียน,ปรึกษากฎหมายฟรี